วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2557

คาเฟอีนกับสุขภาพหัวใจ

 คาเฟอีนกับสุขภาพหัวใจ

     คาเฟอีนขนาดไม่เกิน 500 มก./วัน ไม่ได้เพิ่มความถี่หรือความรุนแรงต่อการเกิดการเต้นผิดจังหวะของหัวใจห้องบน ทั้งในคนปกติและในผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคหัวใจขาดเลือดหรือเคยมีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะมาก่อน

    สำหรับการเต้นผิดจังหวะของหัวใจห้องบน มีการศึกษาทดลองหลังจากให้อาสาสมัคร 10 คน รับคาเฟอีน 400 มก. ปรากฏว่า ไม่มีความเปลี่ยนแปลงลักษณะคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ล่าสุดในการศึกษาติดตามในกลุ่มประชากรขนาดใหญ่กว่า 40,000 คน พบว่าไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการบริโภคสารคาเฟอีนกับโอกาสเกิดหัวใจผิดจังหวะในคนทั่วไป

    แม้จากงานศึกษาวิจัยไม่มีหลักฐานว่าคาเฟอีนทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยตรงหลักการที่ผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดควรมีการเต้นหัวใจไม่เร็วเกินไปนัก ร่วมกับผลของคาเฟอีนที่อาจจะเพิ่มระดับ homocysteine ที่กำลังสนใจว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งให้เกิดหัวใจขาดเลือด ดังนั้น ในผู้สูงอายุหรือผู้มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด จึงควรแนะให้ลดการดื่มกาแฟลงถ้าเป็นไปได้

ที่มา: โดย วารสารคลินิก ปีที่ 21 ฉบับที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2548 หน้า 1027-1033.

กาแฟ มีผลเสียต่อสุขภาพจริงหรือ ?

 กาแฟ มีผลเสียต่อสุขภาพจริงหรือ
กาแฟ (Coffee)
    กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่นิยมกันมากว่า 100 ปี การดื่มกาแฟไม่ดีกับสุขภาพจริงหรือไม่ เป็นคำถามที่หลายๆคนพยายามหาคำตอบของเรื่องนี้มานาน โรงพยาบาลบางแห่งที่มีโครงการ HPH ถึงกับมีนโยบายงดดื่มกาแฟในโรงพยาบาลเลยทีเดียว
    เมื่อกล่าวถึงผลจากการดื่มกาแฟ ดูจะเป็นการพูดถึงผลของคาเฟอีนไปโดยปริยาย ทั้งที่คาเฟอีนเป็นอัลคาลอยด์ที่พบในพืชกว่า 60 ชนิด ในเครื่องดื่มประเภทโคลา ในเครื่องดื่มประเภทชาและขนมช็อกโกแลตก็มีคาเฟอีนในปริมาณหนึ่ง

     งานวิจัยเกี่ยวกับผลของคาเฟอีน มีมากมายในห้วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา นับแต่องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้รับรองในปี พ.ศ. 2501 ว่าคาเฟอีนเป็นอาหารกลุ่มค่อนข้างปลอดภัย แม้ยังมีข้อถกเถียงในเรื่องผลดีผลเสียของสารคาเฟอีนต่อสุขภาพ แต่ โดยรวมมีความเห็นร่วมกันว่าไม่เกิดผลเสียต่อสุขภาพ หากดื่มกาแฟไม่เกินระดับปกติ คือ ประมาณ 300 มก/วัน หรือเท่ากับกาแฟถ้วยมาตรฐาน 8 ออนซ์ 3 ถ้วยหรือชาชง 6 ถ้วยต่อวัน ทุกวันนี้ยังมีงานวิจัยเกี่ยวกับคาเฟอีนใหม่ๆ ออกมาเพื่อเป็นประโยชน์ในการหาข้อมูลผู้ป่วยรวมทั้งหาความจริงในความเชื่อที่ถกเถียงกัน

     ความรู้ทางเภสัชวิทยาเกี่ยวกับคาเฟอีน
     คาเฟอีน หรือ 1,3,7 trimethyI-xanthine มีคุณสมบัติถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วภายใน 45 นาที หลังดื่มและระดับคาเฟอีนในเลือดเริ่มขึ้นตั้งแต่ 15-120 นาทีหลังดื่ม คาเฟอีนถูกขจัดออกจากเลือดโดยขับออกทางปัสสาวะเป็นหลัก ระยะเวลาที่ใช้ในการขจัดสำหรับคนหนุ่มสาวประมาณ 2.5-4.5 ชั่วโมง แต่ในคนชราและเด็กเล็กอาจมีนานถึง 80-100 ชั่วโมง เลยทีเดียว ในขณะที่ผู้สูบบุหรี่ผู้ที่กินยาคุมกำเนิดกลับทำให้คาเฟอีนในเลือดถูกขจัดเร็วขึ้น นอกจากนี้กระบวนการทางเคมีของคาเฟอีนมีความจำเพาะต่อเผ่าพันธุ์หรือลักษณะเฉพาะของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ ดังนั้นการศึกษาผลของคาเฟอีนในสัตว์ทดลองจึงนำมาใช้อธิบายผลในมนุษย์ไม่ดีนัก

เชื่อว่า ผลของคาเฟอีนต่อร่างกาย ออกฤทธิ์ยับยั้ง adenosine receptor การที่แต่ละคนมีปฏิกิริยาไวต่อคาเฟอีนแตกต่างกันเชื่อว่าเป็นผลจากจำนวนและลักษณะของ adenosine receptor มากกว่าความแตกต่างในเรื่องการดูดซึมหรือกำจัดคาเฟอีนจากกระแสเลือด เชื่อว่าการยับยั้ง A2a receptor ลดการหลั่ง GABA จึงออกฤทธิ์ตรงข้ามกับยาคลายกังวล (anxiolytic drugs) กลุ่ม benzodiazepine หรืออาจช่วยการทำงานของ dopaminergic neuron นอกจากนี้ กลไกการออกฤทธิ์อื่นที่เป็นไปได้คือ การเพิ่มระดับสาร cathecholamine ในกระแสเลือด
ที่มา: โดย วารสารคลินิก ปีที่ 21 ฉบับที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2548 หน้า 1027-1033.

วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2557

คอลลาเจน (Collagen)

   คอลลาเจน (Collagen) 
  มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกKolla แปลว่า “กาว”

     คอลลาเจนเป็นโปรตีนโครงสร้างหลักในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหลายชนิดในสัตว์ คอลลาเจนเป็นองค์ประกอบหลักของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ฉะนั้นจึงเป็นโปรตีนที่พบมากที่สุดในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมด้วย โดยคิดเป็น ร้อยละ 25-35 ของปริมาณโปรตีนทั้งหมดของร่างกาย ส่วนใหญ่คอลลาเจนพบในรูปเส้นใยฝอยยืดในเนื้อเยื่อเส้นใย (fibrous tissue) เช่น เอ็นกล้ามเนื้อ (tendon) เอ็น (ligament) และผิวหนัง ทั้งพบมากในกระจกตา กระดูกอ่อน กระดูก หลอดเลือด ทางเดินอาหารและหมอนกระดูกสันหลัง เซลล์สร้างเส้นใย (fibroblast) เป็นเซลล์ที่สร้างคอลลาเจนมากที่สุด
     คอลลาเจนคือโปรตีนชนิดหนึ่งที่เป็นสายยาว ซึ่งทำหน้าที่แตกต่างจากสารโปรตีนโดยทั่ว ๆ ไปเช่นแดียวกับเอนไซม์ เส้นใยคอลลาเจนมีลักษณะเป็นสายเกลียวที่มีหน่วยโมเลกุลเกี่ยวพันกันมากมาย โดยปกติทั่วไปผิวหนังมีคอลลาเจนเป็นโครงสร้างอยู่มาก จึงมีแรงสปริงและยืดหยุ่นดีตามไปด้วย คอลลาเจนนั้นไม่ได้มีอยู่ที่ผิวหนังส่วนนอกเท่านั้น อวัยวะภายในร่างกาย ก็มีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบอยู่มาก ได้แก่ ผังผืด (Fascia), กระดูกอ่อน, เอ็น, เอ็นกล้ามเนื้อและกระดูก คอลลาเจนที่เป็นส่วนประกอบหลักของชั้นผิวมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า เคราติน
     เคราติน มีหน้าที่สร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่น เมื่อสารเคราตินในชั้นผิวลดลง จึงเกิดริ้วรอย (wringkle) บนชั้นผิว, นอกจากนี้ เคราตินมีหน้าที่สร้างความยืดหยุ่นให้ผนังหลอดเลือด มีส่วนช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ รวมทั้งยังเป็นส่วนประกอบของเยื่อกระจกตาและเลนส์ตาด้วย

      คอลลาเจนเป็นองค์ประกอบหลักของเยื่อหุ้มใยกล้ามเนื้อ (endomysium)คอลลาเจนประกอบเป็น ร้อยละ1-ร้อยละ2ในเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ และเป็นร้อยละ 6 ของน้ำหนักกล้ามเนื้อมีเอ็นที่แข็งแรง เจลาติน ซึ่งใช้ในอาหารและอุตสาหกรรม เป็นคอลลาเจนที่ผ่านกระบวนการสลายด้วยน้ำ (hydrolysis) แบบย้อนกลับไม่ได้
  
      มีการใช้คอลลาเจนในศัลยกรรมเสริมสวยอย่างแพร่หลาย โดยเป็นการช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยแผลไหม้เพื่อสร้างกระดูกใหม่ ทั้งยังใช้ในจุดประสงค์ทางทันตกรรม ออร์โทพีดิกส์และศัลยกรรมอื่นอีกมาก พบใช้ทั้งคอลลาเจนมนุษย์และวัวเป็นสารเติมเข้าผิวหนังเพื่อรักษารอยย่นและการเปลี่ยนตามวัยของผิวหนังได้

วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2555

วิตามินและอาหารเสริมที่เหมาะสมสำหรับผู้หญิง

วิตามินและอาหารเสริมที่เหมาะสมสำหรับผู้หญิง
ร่างกายผู้หญิงนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงวัย โดยเฉพาะช่วงวัยรุ่นช่วงเจริญพันธ์ ดังนั้นการได้รับปริมาณสารอาหารและวิตามินเสริมที่ครบและในปริมาณที่เพียงพอนั้นสำคัญอย่างยิ่ง
            ในสหรัฐอเมริกา ผู้หญิงมากกว่า 62% บริโภควิตามินเสริมและแร่ธาตุเป็นประจำ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้หญิงในประเทศอื่นๆ แล้วนั้นถือได้ว่าเป็นจำนวนที่สูงทีเดียว
            ในปัจจุบันวิตามินเสริมและแร่ธาตุมีหลากหลายชนิด วิตามินเสริมชนิดใดที่มีความเหมาะสมกับร่างกายของผู้หญิงก่อนที่จะหาวิตามินและแร่ธาตุมาบริโภค
            วิตามินเสริมและแร่ธาตุมีประโยชน์อย่างไร ปริมาณเท่าใดจึงจะเพียงพอ  ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้
           วิตามินเอ นั้นมีประโยชน์มากสำหรับสายตาอีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการสร้างฟัน กระดูก และเลือด รวมถึงป้องกันการติดเชื้ออีกด้วย
ปริมาณที่ควรบริโภคต่อวัน 2,300 IU
            อาหารเสริม เช่น เบต้าแคโรทีน สามารถพบได้ในแครอต และแคนตาลูป
            วิตามินบี มีหน้าที่สำคัญ คือ เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการเผาผลาญอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน ทำให้เกิดพลังงานเพื่อให้ร่างกายสามารถทำงานได้ นอกจากนี้ยังช่วยในส่วนของระบบประสาท มีกรดโฟลิคในวิตามินบี 9 ซึ่งมีประโยชน์สำหรับการเจริญเติบโตของเซลล์และเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ในมารดาที่กำลังตั้งครรภ์นั้นควรรับประทาน กรดโฟลิค เพื่อช่วยลดอัตราความเสี่ยงของการเกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์
ปริมาณที่ควรบริโภคต่อวัน 400 mcg (ไมโครกรัม)
            มารดาที่กำลังตั้งครรภ์ 600 mcg (ไมโครกรัม)
            อาหารเสริม มีมากในธัญพืชที่ไม่ได้ขัดสี เช่น ข้าวซ้อมมือ ถั่วต่างๆ งา ตับ มารดาที่กำลังตั้งครรภ์ควรปรึกษาสูตินารีแพทย์ในการบริโภควิตามินบีที่พอ เพียงต่อร่างกาย
            วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกายได้เป็นอย่างดี สามารถป้องกันและรักษาอาการอักเสบที่มาจากแบคทีเรียและไวรัสได้ มีประโยชน์เป็นตัวสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นเส้นใยทำหน้าที่เชื่อมเนื้อเยื่อต่างๆไว้ด้วยกัน ทั้งยังเป็นตัวสร้างกระดูก ฟัน เหงือก และเส้นเลือดช่วยให้แผลสดและแผลไฟไหม้หายเร็วขึ้น
ปริมาณที่ควรบริโภคต่อวัน: 1,000 - 2,000 IU
            อาหารเสริม วิตามินซีมีมากในผักตระกูลกะหล่ำ บลอคโครี่ ส้ม น้ำมะนาว สับประรด เป็นต้น ในส้ม 1 ลูก หรือ บลอคโครี่1 ถ้วยนั้น มีปริมาณวิตามินซีที่พอเพียงต่อวันทีเดียว
            วิตามินดี การรับประทานวิตามินดีนั้น สามารถช่วยลดการเกิดมะเร็งเต้านม ได้ถึง 50% ยังสามารถช่วยป้องกันมะเร็งในรังไข่ และการเกิดของโรคเบาหวาน อีกทั้งเป็นสาระสำคัญเพื่อการรักษาภาวะสมดุลของระดับแคลเซียมในเลือดและในกระดูก เมื่อใดที่ร่างกายได้รับแสงแดด ร่างกายก็จะสามารถสร้างวิตามินดีได้
ปริมาณที่ควรบริโภคต่อวัน: 1,000 - 2,000 IU
            อาหารเสริม พบได้ในนม น้ำส้ม และปลาแซลมอน อย่างไรก็ตาม หากบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มไม่เพียงพอปริมาณของวิตามินดีที่แนะนำ ควรหาอาหารเสริมชนิดอื่นมาเพิ่ม
            สารอาหารประเภทแร่ธาตุ:แคลเซียมนั้นคือ สารอาหารที่มีความจำเป็นต่อฟัน กระดูก เส้นผม ผิวหนัง และเซลล์ประสาท อีกทั้งแคลเซียมมีความสำคัญในการควบคุมความดันเลือดสูง และการควบคุมน้ำหนักตัวด้วยอีกเช่นกัน ควรเพิ่มแคลเซียมให้เพียงพอต่อความต้องการในการเจริญเติบโตของร่างกาย และกระดูก โดยเฉพาะในช่วงเวลา เช่น ระหว่างตั้งครรภ์ ช่วงให้นมบุตร และระยะที่มีประจำเดือน
ปริมาณที่ควรบริโภคต่อ วัน: 1,000 mg
            อาหารเสริม นมและผลิตภัณฑ์นม เช่นโยเกิร์ต เนยแข็ง นมข้นแข็งหรือนมเปรี้ยวนั้น เป็นแหล่งที่อุดมด้วยแคลเซียม
            ธาตุเหล็ก เป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง
ปริมาณที่ควรบริโภคต่อวัน: 18 mg
            อาหารเสริม เช่น ตับ เนื้อแดง ธัญพืช แป้ง ไข่ ผักใบเขียวเข้ม เช่น ผักคะน้า ผักบุ้ง รวมทั้งถั่วเมล็ดแห้งต่างๆในสตรีที่มีประจำเดือนมากๆ หรือมังสวิรัติ ควรรับประทานอาหารที่ให้ปริมาณวิตามินซีสูงพร้อมกับรับประทาน ผักที่มีธาตุเหล็ก หรือธาตุเหล็กในรูปแบบเม็ดด้วย
            การรับประทานอาหารที่มีเนื้อสัตว์ไปพร้อมๆกับผักและผลไม้สด กินตับสัตว์และเลือดสัตว์ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง สามารถช่วยให้ร่างกายได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
 ที่มา:http://www.vcharkarn.com/varticle/41224

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

โรคอ้วน

โรคอ้วน หมายถึงสภาวะร่างกายที่มีไขมันสะสมไว้ตามอวัยวะต่างๆ มากจนเกินไป

สาเหตุที่ทำให้เป็นโรคอ้วน

    กรรมพันธุ์ - ถ้าพ่อและแม่อ้วนทั้งคู่ลูกจะมีโอกาสอ้วนถึงร้อยละ 80 แต่ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งที่อ้วนลูกจะมีโอกาสอ้วนถึงร้อยละ 40 แต่ไม่ควรที่จะวิตกกังวลจนเกินเหตุ ไม่ใช่ว่าคุณจะสิ้นโอกาสผอมหรือหุ่นดี
    นิสัยจากการรับประทานอาหาร - คนที่มีนิสัยไม่ดีในการรับประทานอาหาร หรือที่เรียกกันว่า กินจุบจิบ ไม่เป็นเวลาก็ทำให้อ้วนขึ้นได้
    การไม่ออกกำลังกาย

- ถ้ารับประทานอาหารที่มากเกินพอดี แต่มีการออกกำลังกาย บ้างก็อาจทำให้ยืดเวลาความอ้วน แต่ถ้ารับประทานอาหารที่มากเกินพอดีแล้วนั่งๆ นอนๆ โดยไร้ซึ่งการยืดเส้นยืดสาย ในไม่ช้าก็จะเกิดการสะสมไขมันในร่างกาย

    อารมณ์และจิตใจ - มีบางคนที่รับประทานอาหารตามอารมณ์และจิตใจ เช่น กินอาหารเพื่อดับความโกรธแค้น กลุ้มใจ กังวลใจ บุคคลเหล่านี้จะรู้สึกว่าอาหารทำให้ใจสงบ จึงยึดอาหารไว้เป็นสิ่งที่สร้างความสบายใจ - แต่ในทางกลับกัน บางคนที่รู้สึกเสียใจ กลุ้มใจ ก็กินอาหารไม่ได้ ถ้าในระยะเวลานานๆ ก็มีผลทำให้เกิดการขาดอาหาร ฯลฯ
    ความไม่สมดุลกับความรู้สึกอิ่ม ความหิว ความอยากอาหาร - เมื่อใดที่ความอยากกินเพิ่มขึ้นเมื่อนั้นการบริโภคก็จะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถึงขั้น "กินจุ" ในที่สุดก็จะทำให้เกิดความอ้วน
    เพศ - ผู้หญิงสามารถอ้วนได้ง่ายกว่าผู้ชาย เพราะโดยธรรมชาติมักสรรหาอาหารมากินได้ตลอดเวลา อีกทั้งผู้หญิงจะต้องตั้งครรภ์ทำให้น้ำหนักตัวมากขึ้น เพราะต้องกินอาหารมากขึ้น เพื่อบำรุงร่างกายและทารกในครรภ์ และหลังคลอดบุตรแล้วก็ไม่สามารถลดน้ำหนักลงให้เท่ากับเมื่อก่อนตั้งครรภ์ได้
    อายุ - เมื่ออายุมากขึ้น โอกาสที่จะอ้วนก็เพิ่มขึ้น ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งอาจเกิดจากการใช้พลังงานน้อยลง
    กระบวนการทางเคมีที่เกิดกับร่างกาย
    ยา - ผู้ป่วยบางโรคนั้น จะได้รับสเตียรอยด์เป็นเวลานานก็ทำให้อ้วนได้ และในผู้หญิงที่ฉีดยาหรือใช้ยาคุมกำเนิด ก็ทำให้อ้วนได้เหมือนกัน
    โรคบางชนิด เช่น ไฮโปไทรอยด์
โรคที่พบบ่อยในคนอ้วนมาก

    ไขมันในเลือดสูงทำใหอ้วน
    ความดันโลหิตสูง
    โรคหัวใจ
    โรคเบาหวาน
    โรคข้อกระดูกเสื่อม
    โรคทางระบบทางเดินหายใจ
    โรคมะเร็งบางประเภท

วิธีการลดความอ้วน

    ควบคุมอาหารการลดความอ้วน
    ออกกำลังกาย
    ปรับพฤติกรรมให้เหมาะสม
    แนวทางพึงปฏิบัติ
    รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเอื้อต่อการลดความอ้วน
    เลือกใส่เสื้อผ้าให้เหมาะกับคนอ้วน