วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

โปรโมชั่นรับวันตรุษจีน


โปรโมชั่นรับวันตรุษจีน



ซื้อ ฟอเรสต้าคอลลาเจน 2 กล่อง แถม  1 กล่อง ในราคา 1350 บาท จากราคาเต็ม(15ซอง) กล่องละ 790 บาท เหลือกล่องละ 450
บาท จากซองละ 52.22บาท เหลือ ซองละ 30 บาท

สั่งซื้อ ได้ที่ ธนภัทร สังเกตกิจ(โบ๊ต)  085 845 5355 หรือ line ID : unknowname

วันวาเลนไทน์

วันวาเลนไทน์



วันวาเลนไทน์ นั้นมีมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน ในกรุงโรมสมัยก่อนนั้น วันที่ 14 กุมภาพันธ์ จะเป็นวันเฉลิมฉลองของเทพและเทพธิดาของโรมัน ต่อมากรุงโรมได้เกิดสงครามหลายครั้ง  ผู้ชายโรมันจำนวนมากไม่ต้องการจากครอบครัวและคนอันเป็นที่รักไป จักรพรรดิจึงประสบกับปัญหาในการที่จะหาทหารมาเข้าร่วมรบในศึกสงคราม  และด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้จักรพรรดิ ประกาศให้ยกเลิกงานแต่งงาน และงานหมั้นทั้งหมดในกรุงโรม แต่ก็ยังมีนักบุญผู้ใจดีในกรุงโรมคนหนึ่งชื่อนักบุญ " วาเลนไทน์ " ได้จัดตั้งกลุ่มองค์กรเล็กๆ เพื่อช่วยเหลือชาวคริสเตียนที่ตกทุกข์ได้ยาก และได้จัดให้มีการแต่งงานของคู่รักอย่างลับๆด้วย
           จากการกระทำเหล่านี้เอง ทำให้ นักบุญ วาเลนไทน์ ถูกจับและถูกตัดสินประหารโดยการตัดศรีษะ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ประมาณปีคริสต์ศักราชที่ 270 ซึ่งถือเป็นวันที่ท่านได้ทนทุกข์ทรมานและเสียสละเพื่อเพื่อนมนุษย์  

สัญลักษณ์ของวันวาเลนไทน์คือ เทพเจ้าคิวปิด ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความรักดั้งเดิมของชาวโรมัน ร่างกายเป็นเด็กทารกติดปีก กำลังโก่งคันศรทองเล็งไปยังหัวใจของผู้คน ตามตำนานของกรีกและโรมัน



สัญลักษณ์ของวันวาเลนไทน์คือ เทพเจ้าคิวปิด ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความรักดั้งเดิมของชาวโรมัน ร่างกายเป็นเด็กทารกติดปีก กำลังโก่งคันศรทองเล็งไปยังหัวใจของผู้คน ตามตำนานของกรีกและโรมัน


โปรโมชั่นรับวันวาเลนไทน์

 ซื้อ ฟอเรสต้าคอลลาเจน 2 กล่อง แถม  1 กล่อง ในราคา 1500 บาท จากราคาเต็ม กล่องละ 790 บาท X 3 =  2370 บาท ประหยัด 870 บาท ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หมดเขต 15 กุมภาพันธ์ 2558.
สั่งซื้อ ได้ที่ ธนภัทร สังเกตกิจ(โบ๊ต)  085 845 5355 หรือ line ID : unknowname

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ริ้วรอยบนใบหน้ากับท่านอนของสาวๆ

ริ้วรอยบนใบหน้ากับท่านอนของสาวๆ



 สาวๆ หลายคนมีท่านอนประจำ ที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก พอเปลี่ยนท่าทีก็จะทำให้นอนไม่หลับ  ท่านอนก็มีผลกับสุขภาพและหน้าสวยเด้งของสาวๆ ด้วยนะ

   บางครั้งเวลาตื่นนอน ดูไม่สดใส มีริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า นั่นเป็นเพราะสาเหตุของการนอนที่ผิดวิธี หรือ อาจใช้อุปกรณ์ในการนอนไม่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งจะมีผลระยะยาวทำให้ใบหน้าเราเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัยได้ง่ายกว่าปกติ

นอนตะแคง

      การนอนตะแคงเป็นท่านอนที่สาวๆ ควรเลี่ยง อย่างยิ่ง หรือถ้าติดเป็นนิสัยแล้วแนะนำให้นอนตะแคงขวา จะดีกว่าตะแคงซ้าย เพราะเป็นท่าที่หลับสบาย และด้านขวาร่างกายเราจะไม่กดทับหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานสะดวก เลือดไหลเวียนได้ดี ทั้งนี้สาวๆ ควรปรับเปลี่ยนไม่นอนตะแคงทั้งคืนเพราะสาเหตุคือ อาจมีผลทำให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้าได้ เนื่องจากถูกการบีบกดกับหมอน หรือ ผ้าปูที่นอนเป็นต้น

นอนคว่ำ

      การนอนคว่ำนั้นจะทำให้หน้าของเราถูกกดทับไปทั้งหน้า ทำให้ครีมที่ทาไว้ทั้งคืนอาจเปื้อนและระเหยออกไปติดหมอนได้ และประสิทธิภาพต่างๆ ของครีมก็ลดน้อยลง หากจำเป็นที่ต้องนอนคว่ำหน้าเช่น เวลาไปทำสปา หรือ นวดต่างๆ ควรใช้หมอนรองใต้หน้าอกเพื่อไม่ให้ปวดเมื่อยต้นคอ และกล้ามเนื้อคอ

นอนหงาย

      ท่านี้เหมาะกับการนอนที่สุด เพราะใบหน้าจะไม่ถูกบีบรัดหรือรบกวนจากปลอกหมอน ทำให้เมื่อตื่นมาหน้าตาจะสดชื่นไม่มีริ้วรอยให้กังวลใจ แต่ทั้งนี้การนอนหงายก็ไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคปอด และโรคหัวใจ เพราะกล้ามเนื้อกระบังลมจะกดทับปอดทำให้หายใจไม่สะดวกอาจทำให้มีอาการกำเริบได้

      นอกจากท่านอนที่ถูกต้องแล้วนั้น ยังมีสิ่งที่ต้องคำนึงสิ่งอื่นอีก ซึ่งก็คืออุปกรณ์ในการนอนต่าง ไม่ว่าจะเป็น ที่นอน ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และควรหมั่นทำความสะอาดอุปกรณ์ในการนอนด้วย และการเลือกที่นอน ก็ควรเลือกให้มีความหนาแน่นพอสมควร และไม่ควรนิ่ม หรือแข็งจนเกินไป
 
       และสำหรับคนที่รูปร่างค่อนข้างใหญ่ หรืออ้วนอาจเลือกที่นอนที่มีความแข็งแรงมีความแน่นเป็นพิเศษ สามารถรับน้ำหนักตัวได้ดี ทั้งนี้ควรหมั่นทำความสะอาดที่นอนเป็นประจำ เมื่อครบ6 เดือนให้กลับที่นอนอีกด้านขึ้นมาใช้ เป็นต้น ส่วนหมอนแนะนำให้ใช้ขนาดพอดีที่ไม่หนา หรือ แบนเกินไป เช่น หมอนแบบใยสังเคราะห์ และหมอนแบบโฟมลาเทกซ์ เป็นต้น และหากคุณสามารถนอนให้ตรงเวลา คือไม่ดึกจนเกินไป ตื่นตามเวลา ก็จะมีผลต่อระบบต่างๆ ภายในร่างกาย ทำให้เซลล์ต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร่างกายก็จะแข็งแรง ตื่นมาตอนเช้าหน้าตาจะไม่เหี่ยวย่น กระจ่างสดใส อย่างแน่นอน
ที่มา:http://www.thaiza.com/

พฤติกรรมยอดแย่ที่ไม่ควรปฏิบัติขณะโกรธ

พฤติกรรมยอดแย่ที่ไม่ควรปฏิบัติขณะโกรธ



     อารมณ์โกรธเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้กับมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาๆเช่นเรา  แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วเราควรหาวิธีระงับให้เร็วที่สุดและดีที่สุด ถ้าไม่ระงับจะเกิดผลเสียตามมามากมาย และสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติอย่างยิ่ง คือ

1. ระบายอารมณ์บนโลกออนไลน์
      มีให้เห็นมามากสำหรับเรื่องราวแย่ๆ ที่ขึ้นมาบนโซเชียลออนไลน์ช่องทางต่างๆ ด้วยอารมณ์ โมโหคุณอาจไม่รู้ตัว ว่าโพสต์ อะไรลงไปบ้าง โพสต์แล้วลบ ก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก เพราะการโพสต์เรื่องราวลงบนโซเชียลเพียงไม่กี่วินาที มีคนเห็นอาจจะเป็นหลักสิบหลักร้อย หรือหลักพัน หมื่นก็เป็นได้ โซเชียลออนไลน์ไม่ใช่จุดระบายอารมณ์ที่ถูกที่ถูกทางมากนัก เพราะมันจะทำให้ภาพคุณออกมาในเชิงลบได้เช่นกัน
2. อย่าริขับรถเพื่อระบายอารมณ์
      มีข้อมูลจากการวิจัยพบว่าผู้ขับขี่ที่อยู่ในภาวะอารมณ์โกรธ มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุบนถนนสูงมากกว่าคนอารมณ์ปกติหลายเท่า  เพราะฉะนั้นขณะโกรธ ลองหาที่พักอารมณ์ จอดรถพักหาอะไรดื่มให้เย็นกายเย็นใจก่อนเพื่อสงบสติอารมณ์

3. ห้ามถกเถียงกันขณะโกรธ
       ควรคิดๆๆ และก็คิดให้ดีเสียก่อน ก่อนจะพูดอะไรออกไป ทางที่ดิ หากคุณกำลังอยู่ในภาวะอารมณ์โกรธ ให้เดินหนีออกมาซะ อารมณ์ดีเมื่อไหร่ ค่อยกลับมาคุยตกลงกันจะดีที่สุด

4. อย่าประชดตัวเอง
      เห็นบ่อยครั้งเช่นกัน เวลา โกรธโมโหหรือ เครียด สิ่งใดๆ ทางออกฮอตฮิตเห็นจะหนีไม่พ้นวิธีการดื่ม  ดื่มให้หายเครียด จากคนที่ไม่เคยสูบบุหรี่ ก็หันมาสูบ ซึ่งจุดนั้นเป็นการประชดตัวเองที่สิ้นคิดมากๆ เลย มันกลายเป็นการทำร้ายตัวเองเข้าไปอีกนะ

5. เล่าเรื่องที่เกิดอารมณ์โกรธกับผู้อื่น
      ข้อดีเมื่อยามที่คุณรู้สึกอึดอัดแล้วเล่าให้คนอื่นฟัง คือการได้ระบาย เป็นการทำให้คลายความเครียดได้ แต่ถ้าหากเรื่องไม่ดีของคุณถูกนำไปพูดต่อ แบบปากต่อปาก คนที่จะเสียหายก็คือคุณนั่นเองนะ

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2557

หมามุ่ย ไวอากร้า-บำรุงกำลัง พันธุ์ไทย

หมามุ่ย ไวอากร้า-บำรุงกำลัง พันธุ์ไทย

  หมามุ่ย หรือ หมามุ้ย เป็นพืชลุ้มลุกตระกูลถั่ว คนไทยเรารู้จักมานานแล้วในฐานะที่เป็นสิ่งไม่ชวนพิสมัยเท่าใดนัก เพราะคุณสมบัติในด้านลบ คืออาการคันอันเกิดจากการไปสัมผัส ผงหมามุ่ย
แต่ล่าสุด หมามุ่ย กำลังผงาดขึ้นมาสร้างคุณประโยชน์สรรพคุณทางยาที่สำคัญ  หลังจากนักวิจัยไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
สามารถสกัดเอาสารตามธรรมชาติในหมามุ่ยมาผลิตเป็นยาสมุนไพรบำรุง สเปิร์ม และเพิ่มสมรรถภาพทางเพศให้กับคุณสุภาพบุรุษทั้งหลาย

   'หมามุ่ย' มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Mu cuna pruriens (L.) DC. ชื่อวงศ์ FABA CEAE
มีชื่ออื่นๆ ในภาษาถิ่น คือ กลออื้อแซ โพล่ยู มะเหยือง และหมาเหยือง
   ความสำเร็จในการ นำหมามุ่ยมาวิจัยต่อยอดสร้างยาสมุนไพรเสริมสร้าง 'สุข ภาพทางเพศ' ให้กับบุรุษนั้นแถลงข่าวและเปิดเผยกันอย่างเป็นทางการในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 8 ซึ่งปีนี้จัดขึ้น ภายใต้แนวคิด 'ยาไทย เด็กใช้ได้ ผู้ใหญ่ใช้ดี Herb for All'เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม-4 กันยายน 2554 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

   หมามุ่ย เป็นสมุนไพรพื้นบ้านของไทยที่ใช้อย่างแพร่หลายในอดีต
โดยเฉพาะคุณสมบัติบำรุงกำลัง 
    ลักษณะทั่วไปของหมามุ่ย เป็นไม้เลื้อยล้มลุก ลำต้นเล็กเหนียวคล้ายเชือก ดอกออกเป็นช่อห้อยลง สีม่วงแก่ถึงม่วงออกดำ

    ความพิเศษของหมามุ่ย อยู่ตรงขนอ่อนที่ปกคลุม เพราะเป็นขนที่เต็มไปด้วยสาร 'ซีโรโทนิน' (Serotonin) เมื่อโดนจะทำให้เกิดอาการคัน ระคายเคือง ซึ่งฝักจะออกมากในช่วงฤดูหนาวถึงฤดูแล้ง และปลิวตามลม ชาวบ้านทั่วไป เมื่อพบจึงมักทำลายเถ้าหมามุ้ยทิ้ง ที่ผ่านมาตั้งแต่ในอดีตหมอยาแผนโบราณค้นพบวิธีนำหมามุ่ยมาใช้หลากหลายตำรับด้วยกัน
โดยนำมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่ ราก ใบ ฝัก เม็ด เช่น ใช้รากแก้คัน ใช้ถอนพิษ ล้างพิษ เม็ด ใช้ทั้งกินเม็ดคั่ว นึ่ง และบด เป็นผง เพื่อบำรุงกำลัง เพิ่มน้ำเชื้อ เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ

    ในประเทศอินเดีย พบว่า มีพืชวงศ์เดียวกับหมามุ่ยของไทย ซึ่งปลูกเพื่อนำไปแปรรูปอย่างจริงจัง เพราะมีการศึกษา วิจัย อย่างเป็นระบบ กระทั่งสกัดเป็นยา เพื่อเพิ่มความต้องการทางเพศ คลายเครียด และเพิ่มการเผาผลาญและมวลของกล้ามเนื้อ

     สาเหตุที่หมามุ่ยเป็นที่น่าสนใจอีกประการ เนื่องจากโรคเกี่ยวกับการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ การมีลูกยาก ถือเป็นโรคที่หลายประเทศมีอัตราการใช้สูงเพิ่มมากขึ้น
สำหรับประเทศไทยเราใช้เงินซื้อ 'ยารักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ' ของตะวันตกไปกว่าร้อยล้านบาท ในขณะที่ทั่วโลกมีอัตราการใช้อยู่ที่ประมาณห้าหมื่นล้านบาท

     จากรายงานทางการแพทย์ มีการทดลองในสัตว์ พบว่าสารธรรมชาติในหมามุ่ย ทำให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น เพิ่มความถี่ในการผสมพันธุ์ได้เป็นสิบเท่า
รวมทั้งยืดระยะเวลาในการมีเพศสัมพันธŒทำให้ชะลออาการหลั่งเร็วได้ และเพิ่มปริมาณฮอร์โมนทางเพศ

   รายงานการวิจัยที่ทำในผู้ชายอินเดีย 75 คน ซึ่งประสบปัญหาการมีบุตรยาก เนื่องจากความเครียด พบว่า
หลังจากให้เม็ดหมามุ่ยทานในปริมาณ 5 กรัมต่อวันนาน 3 เดือน ระดับความ เครียดลดลง และคุณภาพปริมาณของ 'อสุจิ-น้ำเชื้อ' เพิ่มขึ้น

   จากการวิจัย พบว่า เม็ดหมามุ่ย มีสารแอลโดปา (L-Dopa ) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์โดพามีน (Dopamine) หรือสารที่มีอิทธิพลสูงต่อระบบสืบพันธุ์ อีกทั้งยังเป็นสารสื่อประสาท ซึ่งใช้ในการรักษาโรคพาร์กินสันอีกด้วย แต่ต้องใช้ในรูปแบบของการผ่านวิธีการ 'สกัด' มาเป็น 'ยาเม็ด' เพราะร่างกายไม่สามารถได้รับสารในรูปแบบของเมล็ดแปรรูป หรือสดได้
    ประชาชนทั่วไปก็สามารถนำเม็ดหมามุ่ยมาเป็นยาสมุนไพรทานเองได้ แต่ก็มีข้อควรระวังอยู่บ้าง เพราะการเก็บหมามุ่ย ต้องรู้วิธีเพื่อไม่ให้คัน วิธีการเก็บ คือ เลือกจากต้นที่ฝักแก่ สังเกตง่ายๆ คือ เม็ดฝักเหมือนจะปริแตก แล้วฉีดน้ำให้เปียก เพื่อป้องกันขนอ่อนที่ฝักฟุ้งกระจาย สวมถุงมือป้องกันแล้วเก็บเม็ดมาคั่วไฟ แล้วนำไปล้างน้ำ ก่อนนำไปคั่วไฟอีกรอบ

    สําหรับข้อควรระวังในการทานเม็ดหมามุ่ย คือ ต้องคั่วให้สุก เพราะหากไม่สุก จะเกิด 'สารพิษ' บางอย่างขึ้นทำให้เกิดอาการประสาทหลอนได้ เพราะในเม็ดหมามุ่ยมีสารแอลโดปา ที่จะทำให้สารสื่อประสาทเกิดความไม่สมดุลได้

    นอกจากนี้ ยังมีผู้ป่วยบางโรคที่ไม่ควรกิน เช่น ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ผู้ที่ต้องใช้ยาทางจิตเวช รวมทั้งเด็ก และหญิงตั้งครรภ์  ส่วนปริมาณที่แนะนำ ถ้าเป็นคนทั่วไป ไม่ได้มีปัญหาการมีบุตรยาก หรือสมรรถภาพทางเพศ แนะนำให้กินวันละประมาณ 3 เม็ดต่อวัน จะทำให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า แต่หากมีปัญหา แนะนำให้กินวันละ 5 กรัม หรือ 25 เม็ด ไม่เกิน 3 เดือน

   การทานเม็ดหมามุ่ยก็มีหลายวิธี
     ทั้งการป่นเป็นผง และกินผสมกับกาแฟ หรือชา ก็ไม่เสียรสแต่อย่างใด
     หรือจะชงกินกับน้ำร้อนเปล่าๆ ก็จะออกรสเปรี้ยวนิด มันหน่อยๆ
     หรือกินเม็ดคั่วกับข้าวเหนียว หรือเคี้ยวเม็ดที่คั่วแล้วก็สามารถทำได้เช่นกัน

   หากทำวิจัยอย่างครบวงจร และส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตเพื่อนำมาต่อยอด จะสามารถฉวยให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้ เพราะปัจจุบันแม้แต่อินเดีย ที่วิจัยในเรื่องนี้แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ผลิตออกขายเชิงอุตสาหกรรมประเทศไทยจึงถือว่ามีโอกาสที่จะเร่งพัฒนายาสมุนไพรตัวนี้ได้
     กระทรวงสาธารณสุขได้มอบหมายให้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และมูลนิธิ ร.พ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร เร่งศึกษาวิจัยและพัฒนาสมุนไพรหมามุ่ยให้เป็นที่ยอมรับในทางวิทยาศาสตร์และคลินิก เพื่อนำไปขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยอาจทำเป็น 2 รูปแบบ คือ ยารักษาโรค และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และมั่นใจว่าจะนำพืชหมามุ่ยมาต่อ ยอดเศรษฐกิจในเชิงอุตสาหกรรมได้
ที่มา:http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamIyd3dNak13TURnMU5B